สวัสดีครับ เข้ามาอ่านที่ทุกท่านได้ช่วยกันให้เม้นไว้แล้วชักจะเยอะ จึงต้องรีบมาเขียนเรื่องใหม่ให้ได้อ่านกันอีกนะครับ แต่ก่อนที่จะเริ่มเขียนก็ต้องบอกก่อนว่า ยินดีที่ได้รู้จักท่านใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามานะครับ แล้วก็ดีใจมากที่เหมือนกับได้เป็นการสะท้อนสิ่งเล็กในสังคมให้ได้วิจารณ์กันครับ
สำหรับคุณที่บอกว่าบ้านอยู่ใกล็ๆ กับที่ผมอยู่นั้น เดี๋ยวขอผมบอกทางเอ็มแล้วกันนะครับ ส่วนคุณที่บอกว่ามีเพื่อนตาบอดอยู่หอเดียวกัน และคุณที่เป็นลูกของคุณครูที่สอนคนตาบอด ทั้งสองท่านนี้ผมขอชื่นชมครับ เพราะผมเชื่อว่าคุณต้องมีน้ำใจเป็นพิเศษกว่าทุกท่านที่ไม่เคยสัมผัสกับชีวิตคนตาบอดครับ แต่ยังไงก็ขอบคุณและยินดีที่รู้จักทุกท่านครับ "สวัส..." เอ่อ ยังไม่จบครับ อย่าเพิ่งปิดหน้านี้ ยังมีต่อครับ...
ขอเริ่มที่คำถามจากเรื่องที่แล้วว่า ที่มีหลายท่านมองไปที่กระเป๋ารถเมล์ที่ผมนั่งว่าทำไมจึงไม่มีบทบาทอะไรเลยในเรื่องนี้ เรื่องที่ผมนั่งรถเลยนะครับ อันนี้ผมก็ไม่อยากโทษเค้านะครับ เพราะเราอยากไม่ขอใช้ตัวช่วยเองครับ แต่ตอนนั้นตัวช่วยไม่มีเลยครับ ผมนั่งบอะคู่ด้านขวา แต่นั่งคนเดียวครับ ก็เลยไม่มีโอกาสใช้ตัวช่วย คือ "ถามผู้ชมข้างๆ"
จากประสบการณ์ที่ผมอยู่กรุงเทพฯ มาเป็นเวลาจะครบ 2 ปีในไม่กี่วันนี้นะครับ ผมอยากจะแยกกระเป๋ารถเมล์ออกเป็น 3 จำพวก โดยเอาทัศนะที่มีต่อคนตาบอดเป็นเกณฑ์นะครับ
แบบที่ 1. มีน้ำใจเป็นอย่างยิ่ง แบบนี้พบได้บ่อยในรถเมล์เกือบทุกสายที่ผมเคยนั่ง 538, 504, 166, 187, 529, 73, 136, 12 และ 140 กระเป๋าจำพวกนี้ มีพฤติกรรมอยู่สองประการที่สอดคล้องกันแล้วเป็นคุณต่อคนตาบอด คือ "ไม่เก็บเงินค่าโดยสาร ไม่ว่าบางทีผมจะถามว่าทำไม" และ "ขานป้ายเกือบทุกป้าย โดยเฉพาะป้ายที่ผมบอกว่าจะลง" ซึ่งคาดว่าเค้าจะขานป้ายเป็นนิสัยตามปกติอยู่แล้วนะครับ หรือบางครั้งก็จะสนใจผมเป็นพิเศษด้วย คือช่วยเหลือกันสุดๆ เลยครับ ถ้าเจอแบบนี้ก็รู้สึกดีมากครับ อาจจะหงุดหงิดบ้างที่ไม่ได้จ่ายค่าโดยสารในบางครั้งที่มีเงินเหลือมากๆ นะครับ แต่ถ้าปลายเดือนก็ต้องขอบคุณกันอย่างแรงเลย
แบบที่ 2. มีน้ำใจ แล้วก็ทำไปตามหน้าที่ อันนี้จะเก็บค่าโดยสารด้วยครับ แต่ก็ขานป้ายดี แล้วบางทีก็ช่วยเหลือดีด้วยครับ แบบนี้เจอเข้าบ่อยๆ ก็รู้สึกไม่อายเท่าไหร่ เพราะนั่งรถแล้วได้จ่ายค่าโดยสารด้วย มันก็สมประโยชน์ทั้งคนให้บริการและคนรับบริการนะครับ ส่วนบางท่านอาจจะคิดว่าเก็บเงินทำไมกับคนตาบอด อันนี้อยากตอบว่า ให้คุณลองคิดดูนะครับ ว่าถ้าคุณไม่มีเงิน ถึงจะรู้ว่าเค้าไม่เก็บแน่ๆ แล้วคุณกล้าขึ้นรถหรือเปล่า? แล้วอีกอย่าง เดี๋ยวนี้เงินหายากครับ ตรงไปตรงมาก็ดีที่สุดอยู่แล้ว เวลาเค้าไม่เก็บเงินผมนั้น ไม่ใช่ว่าต้นสายนะครับ ส่วนใหญ่เก็บแบบตลอดสายเลย แล้วขาดของผมไปซะคนหนึ่งก็หลายบาทเลย ถ้าว่ากันจริงแล้ว กระเป๋ารถเมล์นี่เหนื่อยกว่าพวกเราที่นั่งๆ กันนะครับ ฟังที่เค้าคุยกันแล้วบางทีสงสารมากครับ อดหลับอดนอนด้วย
แบบสุดท้าย 3. มีน้ำใจแต่อาจจะไม่ใส่ใจ ครับ จำพวกนี้ใช้คติว่า "ถ้าเจอคนตาบอด ก็จะทำเหมือนว่าไม่ได้รับคนตาบอดขึ้นมา" คือไม่สนใจตลอดระยะทาง ไม่เก็บตัง ไม่ถามว่าจะลงที่ไหน ไม่หาที่นั่งให้ แล้วบุคลิกส่วนตัวของพวกนี้ รังเกียจการขานป้ายเป็นที่สุด พูดเป็นอยู่คำเดียว "ไป หรือ ป๊าย" พวกนี้เวลาเดินผ่านคนตาบอดจะปฏิบัติการเก็บเงินอย่างเงียบกริบ "กลัวคนตาบอดจะยื่นเงินให้แล้วไม่รู้จะปฏิเสธอยังไง" อาจจะกลัวแม้แต่จะปัดมือเราออกเพราะจะบอกว่าไม่เอาตังด้วยนะครับ ถ้าเจอพวกนี้ เราก็คงอึดอัดนะครับ คำถามมากมายจะถูกยิงออกมาเป็นชุดๆ กับคนนั่งข้างๆ หรือความกล้าที่จะตะโกนถามกระเป๋าซึ่งไม่รู้แน่ว่าอยู่ที่ไหน เพราะบางครั้งเราอาจจะไม่มีทางได้ยินแม้แต่เสียงกระบอกเงินนะครับ เรียกว่าต้องตะโกนถามกันเลย ถ้าเจอแบบนี้ ถ้าไม่ชินเรื่องเส้นทางแล้วละก็ อย่าได้เผลอหลับโดยเด็ดขาดนะครับพี่น้อง...
สุดท้ายนี้ ประเด็นคำถามที่อยากจะตั้งในครั้งนี้คือ "การรณรงค์ให้กระเป๋ารถเมล์ทุกคนขานป้ายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นการกระทำที่เหมาะสมหรื่ไม่" ส่ง sms เข้ามาได้เลยครับ แล้วข้อความของท่านจะเรียงกันอยู่ต่อจากข้อความของกระผมครับ
อ่านแล้วอย่าเป็นเดือดเป็นแค้นแทนผมนะครับ ... เดี๋ยวจะหาเพลงที่เพราะๆ ให้พี่หงส์ช่วยใส่ให้อีกครับ ตอนนี้พอไม่ autoplay ผมก็ฟังเองไม่ได้แล้วด้วย ช่วยฟังให้ผมกันหน่อยนะครับ แล้วบอกผมทีว่าที่ได้ยินนี้เป็นเพลงอะไร และเพราะหรือไม่นะครับ
ไปแล้วครับ สวัสดีครับ "ป๊าย" "เดี๋ยวๆ คนไม่สบาย (หมายถึงคนตาบอดคนนี้) จะลง จอดด้วย"!!!
artist - ป้อม เกริกศักดิ์ ยุวะหงษ์
title - มีฉัน
edit @ 2006/04/21 23:16:26
edit @ 2006/06/01 05:04:59
กระเป๋ารถเมลล์ ทางที่ดี ควรจะ ขานทุกป้าย ดีที่สุด จริงไหมน๊อ กิๆๆ
โชคดีที่มีตังไม่งั้นเดินกลับแน่เลย